Saturday, 1 August 2026
ECONBIZ NEWS

“พีทีที สเตชั่น” ลุยโปรเติมเอง!! ขยายบริการเติมเอง 204 สถานีทั่วประเทศ ลดเพิ่ม 1 บาทต่อลิตรผ่านแอป เพิ่ม Blue Wallet เพิ่มความสะดวก เน้นเติมง่าย จ่ายครบในที่เดียว

พีทีที สเตชั่น จัดโปรเติมเอง (Self Serve) ลด 1 บาท/ลิตร กว่า 204 สถานีทั่วไทย

พีทีที สเตชั่น (PTT Station) เดินหน้าขยายบริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ

ชูจุดเด่น "สั่ง เติม จ่าย ครบ" ในที่เดียวผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ยกระดับความสะดวก ด้วยการเพิ่ม Blue Wallet เป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงิน นอกเหนือจากบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพื่อมอบความยืดหยุ่นในการชำระเงินให้กับผู้ใช้บริการพร้อมจัดโปรโมชันพิเศษ รับส่วนลด 1 บาทต่อลิตร สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ Self Serve ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569 เพื่อมอบประสบการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า พีทีที สเตชั่น มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและยกระดับบริการเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้ การขยายจุดให้บริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ จะช่วยให้ผู้ใช้รถเข้าถึงบริการได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น

ช่วยลดระยะเวลาการรอคิว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน
Self Serve ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Easy & Smart ให้ลูกค้าจัดการทุกขั้นตอนตั้งแต่ สั่ง เติม จ่าย ได้ครบจบผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ บริการ Self Serve ให้คุณเติมน้ำมันได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยเพียง 5 ขั้นตอนง่าย ๆ

1. สั่งเติมผ่านแอป blusplus+ โดยเลือกสถานีบริการ ประเภทน้ำมัน จำนวนเงิน/ลิตร หน้าจ่าย และช่องทางชำระเงิน
2. ยกมือจ่าย น้ำมันตามหน้าจ่ายและชนิดน้ำมันที่เลือก
3. เสียบมือจ่าย เข้าถังน้ำมันรถให้สุดก่อนเริ่มบีบ
4. เติมน้ำมัน โดยบีบค้างไว้จนกว่าจะเติมเสร็จสมบูรณ์
5. วางมือจ่ายคืน กลับเข้าช่องให้ถูกต้อง

สัมผัสประการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวก คุ้มค่า และรวดเร็วด้วยบริการ Self Serve ได้แล้ววันนี้ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

อมตะซิตี้ ลาว ดันแลนด์ลิงก์!! เร่งพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสีเขียว เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน เชื่อมโยงอาเซียน เฟสแรก 900 เฮกตาร์ เปิดรับนักลงทุนปี 2569 หนุนโลจิสติกส์ยานยนต์ไฟฟ้า 30% ภายใน 2573

อมตะซิตี้ ลาว ปักหมุด“นาหม้อ” เมืองอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งลุ่มน้ำโขง ดัน สปป.ลาว สู่แลนด์ลิงก์ลงทุนบนเส้นทางรถไฟลาว-จีน

อมตะซิตี้ ลาว เดินหน้าเร่งพัฒนาโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ หลังรัฐบาล สปป.ลาว หารือและติดตามความคืบหน้า ผลักดันโครงการสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวและโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค บนทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เชื่อมโยงจีน ไทย เวียดนาม และอาเซียน ยกระดับ สปป.ลาว สู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุน (Land Link) ของแห่งใหม่ลุ่มน้ำโขง สร้างโอกาสการจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี ผู้แทนถาวร และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนส่วนกลาง สปป.ลาว เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโครงการลงทุนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างการจ้างงาน และการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ให้ดำเนินงานตามกรอบกฎหมายและแผนพัฒนาที่กำหนด พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ถือเป็นยุทธศาสตร์การลงทุนสำคัญของอมตะใน สปป.ลาว โดยต่อยอดจากประสบการณ์การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในประเทศไทยและเวียดนาม สู่การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บนทำเลศักยภาพในแขวงอุดมไซ ครอบคลุมพื้นที่โครงการ 3,150 เฮกตาร์ เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมหลัก โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟลาว-จีน ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง พร้อมยกระดับบทบาทของ สปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล สู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน (Land Link) ของภูมิภาค ทั้งนี้ โครงการได้เริ่มก่อสร้างเฟสแรกบนพื้นที่ 900 เฮกตาร์ และพร้อมเปิดรับนักลงทุนภายในปลายปี 2569 นี้

“อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมไฮเทค โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมแปรรูป รวมถึงการพัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ใช้ประโยชน์แบบผสมผสาน เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนระหว่างจีน ไทย เวียดนาม และประเทศสมาชิกอาเซียน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยอมตะมุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างนักลงทุน ชุมชน และประเทศ ภายใต้ปรัชญา "ALL WIN" นายวรงค์กล่าว

ด้านนายวงสวรรค์ ไชยวงศ์ ประธานคณะกรรมการปกครองแขวงอุดมไซ และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนแขวงอุดมไซ กล่าวถึงรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ พร้อมนำเสนอประเด็นอุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยระบุว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการลงทุนของแขวงอุดมไซ และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันโครงการให้เป็นไปตามแผน

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ ทางอมตะได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้และพัฒนาโครงการในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมกันศึกษาการพัฒนาพื้นที่จอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) เพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์สีเขียวและการขนส่งข้ามพรมแดน สอดรับนโยบายของรัฐบาล สปป.ลาว ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ภายในปี 2573

นอกจากนี้ อมตะยังอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าและแนวทางการจัดหาพลังงานที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่มีระบบนิเวศครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับทุกภาคส่วน

บีโอไอปักหมุดไทย!! ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก ลงทุน 8.2 หมื่นล้านใน 5 ปี รองรับยุค AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ขยายงานทักษะสูงกระจายทั่วไทย

บีโอไอปักหมุดไทย ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก
ลงทุนทะลุ 8 หมื่นล้านบาท รับกระแส AI และสื่อสารความเร็วสูง

บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ (Photonics) เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค AI ล่าสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการขอรับการส่งเสริมแล้วถึง 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตสายใยแก้วนำแสง
ไปจนถึง Optical Transceiver ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของการรับส่งข้อมูลด้วยแสงให้กับ AI ทั่วโลก ตอกย้ำศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค พร้อมสร้างงานคุณภาพให้วิศวกรและบุคลากรไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ระบบคลาวด์ การประมวลผลสมรรถนะสูง และระบบสื่อสารความเร็วสูง ได้ผลักดันให้ “เทคโนโลยีโฟโตนิกส์” มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการส่งข้อมูลด้วยแสงผ่านสายใยแก้วนำแสงสามารถรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และลดการสูญเสียของสัญญาณเมื่อเทียบกับ

การส่งสัญญาณด้วยไฟฟ้า จึงกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่
โฟโตนิกส์ (Photonics) คือ เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสื่อสารความเร็วสูงในยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณแสง, ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical เช่น เลเซอร์ ตัวรับสัญญาณแสง และอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณ, Optical Module ตัวแปลงสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ส่งข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เป็นสัญญาณแสง และแปลงสัญญาณแสงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลผ่านสายใยแก้วนำแสงได้ด้วยความเร็วสูง ไปจนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง (Optical Transceiver)
ที่ใช้เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ สวิตช์ และอุปกรณ์เครือข่ายภายใน AI Data Center รวมถึงโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง

รุ่นใหม่ที่มีอัตราส่งข้อมูลสูงถึง 1.6 Terabits per second (1.6T)
กล่าวง่าย ๆ คือ ทุกครั้งที่เราแชทกับ AI สตรีมภาพยนตร์ หรือประชุมออนไลน์ข้ามทวีป ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นกำลังถูกแปลงเป็นแสง และส่งผ่านสายใยแก้วนำแสงด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที ผ่านอุปกรณ์
ชิ้นเล็ก ๆ นี้ ทั้งภายในศูนย์ประมวลผลข้อมูลเอง และผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งต่อให้ระบบ 5G หรือ Wifi ไปยังคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานทั่วโลก

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – มิถุนายน 2569) มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอจำนวน 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ประกอบด้วย การผลิตสายใยแก้วนำแสง 12 โครงการ มูลค่า 13,700 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบสื่อสารด้วยแสงต่าง ๆ 47 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท ไปจนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงครบชุด 20 โครงการ มูลค่า 49,400 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร รองรับการเติบโตของ AI Data Center, ระบบคลาวด์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคต

บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์
ที่แตกต่างกัน โดยบริษัทที่มีการผลิตตั้งแต่สายใยแก้วนำแสง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical จนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ในเครือ Lumentum Holdings ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Nvidia ส่วนบริษัทที่เน้นผลิตระดับชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ซิเลซติกา (ประเทศไทย) และบริษัท ฟาบริเนท ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก โดยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical รายใหญ่ให้กับ Nvidia, Cisco และ Amazon Web Services ขณะที่บริษัทที่เน้นผลิตชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสงเป็นหลัก เช่น บริษัท เทราฮอป (ไทยแลนด์) และบริษัท อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 1-2 ของโลก ปัจจุบันมีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันมากกว่า 20,000 คนสะท้อนว่าผู้ผลิตที่มีฐานในไทยเหล่านี้ล้วนเป็นผู้นำ

ในเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และเป็นส่วนสำคัญของซัพพลายเชนอุตสาหกรรม AI ระดับโลก โดยนอกจากการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังช่วยสร้างงานทักษะสูงจำนวนมาก และมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้วย

ในแง่ที่ตั้งโครงการลงทุน การลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ EEC เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการส่วนใหญ่จำนวน 48 โครงการ จากทั้งหมด 79 โครงการ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ตั้งกระจายอยู่ในจังหวัดนอกพื้นที่ EEC ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา (16 โครงการ) ปทุมธานี (10 โครงการ) สระบุรี
(9 โครงการ) สมุทรปราการ (4 โครงการ) ที่เหลือเป็นจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยกระจายความเจริญ เพิ่มโอกาสการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค และสะท้อนถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในหลายภูมิภาคของประเทศ

“การเติบโตของ AI Data Center, Cloud Computing และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บีโอไอมุ่งส่งเสริมการลงทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตวัสดุ ชิ้นส่วน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งการเตรียมพร้อมบุคลากรร่วมกับกระทรวง อว. เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และจะมีความต้องการบุคลากรทักษะสูงและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงเป็นโอกาสดีของคนไทยที่จะได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ พร้อมทั้งได้ทำงานที่มีคุณค่าและมีรายได้สูง” นายนฤตม์ กล่าว

อุตฯ ลุยมาตรฐานแบตเตอรี่ เพาเวอร์แบงค์!! รมว.อุตฯ เตรียมชง ครม.คุมเข้มแบตเตอรี่ รับรอง มอก. ปรับเทียบมาตรฐานสากล บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันอุบัติเหตุ ยกระดับคุณภาพสินค้าส์ไทยสู่ตลาดโลก

อุตฯ เล็งชง ครม. คุมเข้มแบตเตอรี่-พาวเวอร์แบงก์ ยกระดับ มอก. เทียบมาตรฐานโลก บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าเตรียมเสนอร่างกฎกระทรวงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดให้ แบตเตอรี่ระบบนิกเกิล แบตเตอรี่ระบบลิเทียม และพาวเวอร์แบงก์ เป็นสินค้าควบคุม โดยสินค้าที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ก่อนออกสู่ตลาด

มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงมาตรฐานให้ทันต่อเทคโนโลยี หลังแบตเตอรี่และพาวเวอร์แบงก์ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ขณะที่เหตุแบตเตอรี่ลุกไหม้หรือระเบิดยังเกิดขึ้นเป็นระยะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การทบทวนมาตรฐานครั้งนี้อ้างอิงมาตรฐานสากล IEC 62133 โดยแยกมาตรฐานแบตเตอรี่ออกเป็น 2 ประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ได้แก่ มอก. 62133 เล่ม 1-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบนิกเกิล และ มอก. 62133 เล่ม 2-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบลิเทียม พร้อมปรับปรุง มอก. 2879-2567 สำหรับพาวเวอร์แบงก์ เพื่อให้มาตรฐานทั้งระบบมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สาระสำคัญของมาตรฐานใหม่ คือ การเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการทดสอบการป้องกันการคายประจุเกิน ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความทนต่ออุณหภูมิสูง และความร้อนจากการชาร์จซ้ำ รวมถึงต้องแสดงข้อมูลและคำเตือนการใช้งานอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค

“หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่ามาตรฐานทั้ง 3 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ ภายในกลางปี 2570 โดยเปิดช่วงเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิต การนำเข้า และการขอใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ ขณะที่ผู้ได้รับใบอนุญาตเดิมสามารถยื่นขอขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 1 ปีหลังมาตรฐานมีผลใช้บังคับ”

นายวราวุธ กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าไทย ลดปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งประชาสัมพันธ์ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และเข้มงวดการตรวจสอบเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการบังคับใช้มาตรฐานใหม่จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและลดต้นทุนความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากสินค้าคุณภาพต่ำในระยะยาว

แบรนด์ลุยตลาดสุขภาพ!! สุขภาพกลายเป็นสกุลเงินใหม่ของการตลาด หลายแบรนด์ใช้วิ่งสร้างสัมพันธ์ลูกค้า “วิ่งแลก” รางวัลยอดฮิตกระตุ้นพฤติกรรม เศรษฐกิจสุขภาพโตต่อเนื่องทั่วโลก

ทำไมหลายแบรนด์ถึงยอม "จ่าย" ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า "การวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "สกุลเงิน" รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค เราเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ "การวิ่ง" เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ "สุขภาพ" กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

เมื่อแบรนด์ไม่ได้อยากให้คุณแค่ซื้อ แต่อยากให้คุณสุขภาพดี
ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้ ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า "นักวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้ง มักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ตวอทช์ อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน "ทุกกิโลเมตร" ให้เป็นรางวัล เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

จากกระแสสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสุขภาพ
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น ทำให้ "Wellness Economy" หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชั่น มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า

ในมุมของ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การเติบโตของแคมเปญ "วิ่งแลก..." สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีพบว่า หมวดกีฬาและการออกกำลังกายมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างการวิ่งมาราธอน เทรลรันนิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบคอมมูนิตี้

เคทีซีจึงพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด "KTC Wellness: The Journey to Well-being" ครอบคลุมตั้งแต่ฟิตเนส สตูดิโอออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา โรงพยาบาล ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาและการเดินทาง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติของชีวิต สุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลายแบรนด์กำลังแข่งขันกันในวันนี้ อาจไม่ใช่ใครให้ส่วนลดมากที่สุด หรือใครแจกของรางวัลแพงที่สุด แต่อาจเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้มากที่สุด

เพราะเมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี ให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่

เสื้อผ้ามือสองโตเร็ว!! ตลาดมือสองโตเร็วถึง 4 เท่าจากปี 25 ผู้บริโภคหันสู่แฟชั่นยั่งยืน โซเชียล-ดิจิทัลหนุนตลาดเติบโต ตรวจสอบร้านค้าเพิ่มความปลอดภัย

เมื่อเสื้อผ้ามือสองเป็นวัตถุภายนอกที่สะท้อนถึงภายใน
เคทีซีชวนเปิดตู้เสื้อผ้า พร้อมเปิดใจวิเคราะห์ตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ในวันที่โลกแฟชั่นยังคงถูกขับเคลื่อนด้วย Fast Fashion คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มหันกลับไปหาตลาดเสื้อผ้ามือสอง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปตามแหล่งจำหน่ายยอดนิยมอย่าง “ตึกแดง” ตลาดจตุจักร ชินจูกุ เอาต์เล็ต ตลาดปัฐวิกรณ์ และ 2nd STREET สาขาต่าง ๆ หรือการเลือก “ซีเอฟ” สินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มและโซเชียลมีเดียที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สถิติการบริโภคสินค้าเสื้อมือสองโดยบริษัทวิจัย GlobalData เผยว่า ตลาดมือสองของสหรัฐฯ ขยายตัวด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้นถึงสี่เท่าเทียบกับปี ค.ศ. 2025

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและค่านิยมด้านแฟชั่นของกลุ่มผู้บริโภคมีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาของตลาด แม้ว่าราคาอาจเป็นหนึ่งในเหตุผล แต่ปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีแนวโน้มมาจากการที่คนเริ่มให้ความสำคัญกับ Sustainable Consumption มากขึ้น และตระหนักถึงมลภาวะโลกอันเป็นผลพวงจากกระบวนการผลิตของ Fast Fashion โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้า​ Gen Z และ Millennials ที่เป็นแนวหน้าของเทรนด์ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ต้องการให้ความงามที่เคยสวมใส่อยู่บนตัวกลับกลายเป็นเพียงขยะในกองเผาในวันที่ค่านิยมของความงามด้านแฟชั่นผันเปลี่ยน พวกเขาต้องการต่ออายุขัยเสื้อผ้าเหล่านั้น จึงเริ่มมองหาความวินเทจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา (Timelessness) แต่เป็นสิ่งที่สามารถนำกลับมาสวมใส่เมื่อไรก็ยังคงความสวยงามในแบบของมัน โดยไม่สนว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นจะหลุดมาจากยุคไหน

อีกหนึ่งความสำคัญที่ขับเคลื่อนกระแสเสื้อผ้ามือสองทว่าผู้บริโภคอาจไม่ได้ตระหนักถึงเท่าปัจจัยแรกนัก คือการสร้าง ‘ตัวตน’ (Identity Construction) ในวินาทีที่ตัดสินใจชำระเงินซื้อสินค้า งานวิจัยหลายงานเกี่ยวกับจิตวิทยาของการซื้อเสื้อผ้ามือสองต่างเห็นตรงกันว่า การบริโภคสินค้าประเภทนี้เป็นตัวสะท้อนความต้องการที่จะต่อต้านกระแสหลักอย่าง Mass Consumption (เช่น Fast Fashion) เพื่อเปลี่ยนเป็นการแสดงความเป็นเอกลักษณ์และจุดยืนที่ไม่เหมือนใคร เพราะเสื้อผ้าวินเทจที่หวนกลับมาจากยุคก่อนไม่ได้ถูกผลิตขึ้นเพื่อให้คนนับล้านสวมใส่พร้อมกัน แต่มีความแตกต่างเฉพาะตัวของมันที่ทำให้การแต่งตัวและการ Mix and Match ของผู้บริโภคเป็นอีกหนึ่งวิธีในการโชว์ความสร้างสรรค์ในแบบของตน อนึ่ง เสื้อผ้ามือสองก็ยังโอบอุ้มความหมายใหม่ไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดที่ว่าเสื้อผ้าวินเทจคือความสดใหม่ของโลกปัจจุบัน หรือการมี “เทสดี” จากการมองเห็นคุณค่าของเสื้อผ้าตกยุค ล้วนต่างก็ตีแผ่การสร้างความหมายใหม่ให้กับของเก่าของสังคม ทำให้เห็นว่าค่านิยมเป็นสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่

ธุรกิจมือสองในประเทศไทยก็มีการเติบโตไม่ต่างจากต่างประเทศ การพัฒนาหน้าร้านเข้ามาเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มดิจิตอลคือหนึ่งในหลักฐานทางเศรษฐกิจ วันนี้ผู้บริโภคสามารถตามหาสินค้าเสื้อผ้าวินเทจตามความต้องการได้หลากหลายช่องทาง ทั้ง Instagram และ TikTok ที่มักจะมีการไลฟ์ขายของเป็นประจำ หรือ X ที่มีแฮชแท็กอย่าง “#ส่งต่อเสื้อผ้า #เสื้อผ้ามือสอง” ในการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่สนใจ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีเว็บไซต์สำหรับซื้อและขายเสื้อผ้ามือสองในไทยไม่ว่าจะเป็น Sasom (สะสม) ที่เป็นแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้ามือสองและของสะสมที่อยากส่งต่อของที่อาจจะมีคุณค่าทางจิตใจของใครบางคน หรือ แอปพลิเคชัน Loopers (ลูปเปอร์) ที่มีตัวเลือกเสื้อผ้ารองเท้าสวมใส่ได้ทั่วไปไม่จำกัด ก็ล้วนแต่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) บนแนวคิดของการเปิด Closet ที่เชิญชวนทั้งบุคคลทั่วไป ผู้มีชื่อเสียง และองค์กรต่าง ๆ มาร่วมเปิดตู้เสื้อผ้าของตนเพื่อหมุนเอาความเก่ามาทำให้ใหม่อีกครั้ง เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าในราคาที่จับต้องได้ เช่น “KTC Closet” บน Loopers ที่สร้างพื้นที่ให้พนักงานได้ส่งต่อเสื้อผ้าที่ยังคุณภาพดีเพื่อลดปริมาณขยะสิ่งทอ


การเติบโตของตลาดเสื้อผ้ามือสองสะท้อนให้เห็นว่า “การใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า” กำลังกลายเป็นพฤติกรรมสำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้าที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดขยะสิ่ง
ทอ หรือเลือกช่องทางชำระเงินที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้ เพราะการบริโภคอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการซื้อน้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่คือการซื้ออย่างมีสติ รู้ที่มา รู้คุณค่า รู้ความเสี่ยง และรู้วิธีปกป้องตัวเองในทุกขั้นตอน เมื่อการซื้อขายเสื้อผ้ามือสองย้ายจากหน้าร้านเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ความสะดวกจึงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน เพราะสินค้ามือสองจำนวนมากเป็นสินค้าที่มีเพียงชิ้นเดียว มีเรื่องราวเฉพาะตัว และบางครั้งมีราคาสูงกว่าที่คาด การตัดสินใจซื้อจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ความชอบหรือความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ควรรวมถึงการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า ช่องทางการชำระเงิน และหลักฐานการทำรายการ เพื่อป้องกันช่องว่างที่มิจฉาชีพอาจใช้แฝงตัวเข้ามาในตลาดที่กำลังเติบโตนี้ ก่อนกดโอนหรือกดชำระเงิน ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านตามเช็กลิสต์ดังนี้

เช็กความน่าเชื่อถือของร้านค้าออนไลน์
หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือการอ่านรีวิวที่ผ่านมาของร้าน โดยสังเกตจำนวนรีวิวที่ร้านได้รับจากการวางขายสินค้าก่อนหน้า เพื่อเช็กว่าลูกค้ามีความเห็นต่อร้านนั้น ๆ ไปในทางที่ดีหรือไม่ ยิ่งมีจำนวนรีวิวที่ดีมากเท่าไร ก็ยิ่งหมายความว่าร้านมีความน่าเชื่อถือมากเท่านั้น

ขอดูภาพสินค้าเพิ่มเติม
หากเป็นการขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง ทางร้านจะไม่สามารถถ่ายภาพเพิ่มเติมให้กับลูกค้าได้ การขอดูรูปสินค้าเพิ่มเติมไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบความน่าเชื่อถืออีกระดับของร้านเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้มั่นใจว่าสินค้าที่กำลังมองหานั้นไม่มีตำหนิ หรือมีตำหนิในระดับที่รับได้ เพื่อให้ได้รับสินค้าที่ตรงกับความต้องมากที่สุด

ตรวจสอบร่องรอยการใช้ Generative AI และสินค้าปลอม
มิจฉาชีพในยุคปัจจุบันมักเข้าหาเหยื่อโดยการสร้างแอคเคาท์โซเชียลมีเดียใหม่เพื่อเลียนแบบร้านค้าออนไลน์เดิมที่ผู้บริโภคเคยใช้บริการ ซึ่งมีแนวโน้มที่ภาพสินค้าที่ใช้โฆษณาจะถูกขโมยมาจากร้านจริง้เพื่อใช้หลอกล่อ หรือกระทั่งใช้ Generative AI เพื่อให้ได้ภาพโฆษณาที่เกินจริง โดยในกรณีแรกสามารถตรวจสอบได้โดยการเช็กวันที่บัญชีร้านนั้นถูกเปิด จำนวนโพสต์สินค้าของบัญชีนั้น เนื่องจากมิจฉาชีพส่วนใหญ่จะใช้บัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ไม่นานเพื่อรีบมองหาเหยื่อ และการใช้เครื่องมือดิจิตอลอย่าง Google Lens ในการหาภาพ หากพบเจอภาพที่เหมือนกันจากหลายแห่ง อาจมีความเป็นไปได้ที่บัญชีใดบัญชีหนึ่งจะเป็นบัญชีของมิจฉาชีพ ในกรณีที่สองสามารถตรวจสอบได้โดยการมองหาจุดบกพร่องและจุดแปลกตาที่ไม่เหมือนจริงของภาพสินค้า

ดูรีวิวการจัดส่งสินค้าของร้าน
มีอยู่มากมายที่ร้านค้าในโลกออนไลน์ไม่ได้เป็นมิจฉาชีพตั้งแต่เปิดร้าน แต่จะเริ่มมีประวัติการจัดส่งสินค้าในแง่ลบโดยเฉพาะกับออเดอร์หลัง ๆ ที่หลอกล่อให้ลูกค้าชำระเงินตามกระบวนการที่น่าเชื่อถือแต่ไม่ส่งสินค้าและไม่ตอบแชทลูกค้าเมื่อถูกถามถึงความคืบหน้า การดูรีวิวว่าร้านค้านั้น ๆ มีประวัติการจัดส่งที่ดีหรือไม่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธี

เช็กเลขบัญชีปลอม
หลังจากที่ผลกระทบจากภัยทางการเงินเริ่มขยายวงกว้าง ประเทศไทยก็ได้มีการจัดทำเว็บไซต์สำหรับเช็กข้อมูลมิจฉาชีพ ซึ่งผู้บริโภคสามารถลดความเสี่ยงบางส่วนด้วยการนำเลขบัญชีหรือเบอร์โทรเข้าเช็กที่เว็บไซต์อย่าง https://checkgon.go.th/ ในกรณีที่พบความน่าสงสัย และสามารถแจ้งเบาะแสภัยออนไลน์กับเจ้าหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากการตรวจสอบร้านค้าและสินค้าแล้ว ช่องทางการชำระเงินก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การเลือกใช้วิธีชำระเงินที่มีหลักฐานชัดเจนและสามารถตรวจสอบรายการย้อนหลังได้ เช่น บัตรเครดิต หรือช่องทางชำระเงินที่มีระบบยืนยันตัวตน จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ โดยเฉพาะในกรณีที่พบรายการผิดปกติหรือไม่ได้ทำรายการด้วยตนเอง ผู้ถือบัตรยังสามารถติดต่อผู้ออกบัตรเพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องได้ ท้ายที่สุด เสื้อผ้ามือสองอาจเป็นเพียงวัตถุภายนอกที่เราหยิบมาสวมใส่ แต่เบื้องหลังการเลือกซื้อแต่ละครั้งกลับสะท้อนวิธีคิดของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องตัวตน รสนิยม ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความระมัดระวังต่อการใช้จ่ายในโลกดิจิทัล เพราะการเปิดตู้เสื้อผ้าในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่การค้นหาชุดใหม่ แต่คือการเปิดบทสนทนาใหม่ว่า เราอยากเป็นผู้บริโภคแบบไหนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

วิกฤตตลาดโลก!! กบน. พยุงราคาดีเซล-เบนซิน ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น 3,892 ล้านบาท ชะลอแรงกระแทกหน้าปั๊ม ลดภาระค่าครองชีพประชาชน

วิกฤตตลาดโลก! กบน. พยุงราคาดีเซล-เบนซิน ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น 3,892 ล้านบาท ชะลอแรงกระแทกหน้าปั๊ม

(24 ก.ค.2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้อุดหนุน และนำผลประโยชน์ ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมัน ที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 คิดเป็นวงเงินประมาณ 3,892 ล้านบาท มาบริหารจัดการเพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซิน ทุกชนิดให้คงเดิม ไม่ให้ปรับขึ้นตามทิศทางราคาตลาดโลกที่ยังคงผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปิดล้อมเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พุ่งสูงถึง 167.62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซิน พุ่งสูงขึ้น 128.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเทียบเท่าราคาน้ำมัน ในประเทศ ที่ควรต้องปรับขึ้นราว 8-10 บาทต่อลิตร ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญ ต่อฐานะ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แบกรับในการตรึงราคาน้ำมันทุกชนิด และค่าครองชีพของประชาชน

กบน. มุ่งบริหารจัดการส่วนต่างต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตร
ตามมติ กบง. เข้ามาเพื่อทำหน้าที่เป็น 'เกราะซับแรงกระแทก' ช่วยชะลอและบรรเทาแรงกดดัน ไม่ให้ราคา น้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามกลไกตลาดโลกที่พุ่งรุนแรง การนำต้นทุนส่วนนี้มาบริหารจัดการ ร่วมกับการเห็นชอบเพิ่มอัตราการชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน

จึงช่วยให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดหน้าสถานีบริการยังคงสามารถตรึงไว้ในระดับเดิมได้ในปัจจุบัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ กบน. จะยังคงติดตามสถานการณ์ความผันผวน ของราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อ บริหารจัด การอย่างรอบคอบ และเหมาะสม ตามสภาวการณ์ต่อไป

“กบน.ตระหนักดีว่าสถานการณ์ราคาพลังงานโลกในขณะนี้มีความผันผวนรุนแรงและกระทบต่อภาระค่าครองชีพ
ของประชาชนโดยตรง จึงได้ใช้ทุกกลไกรวมถึงนำผลประโยชน์ ส่วนเกินจากค่าการกลั่นทั้งหมดมาบริหาร จัดการเพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันขายปลีกให้คงเดิมไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมประชาชนในช่วงเวลานี้ พร้อมทั้งขอ
ความร่วมมือทุกภาคส่วนประหยัดการใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น เพื่อร่วมกันลดภาระของประเทศและ รักษาเสถียรภาพ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมาจากเม็ดเงินประชาชนในระยะยาว”

‘วราวุธ’ ชู 4 มิติหลัก! โชว์ผลงาน ONE MIND ดันอุตสาหกรรม-SMEs กว่า 12,000 ราย สู่เศรษฐกิจยั่งยืน วางรากฐานอุตสาหกรรมไทย เพิ่มขีดแข่งขัน สร้างการเติบโตยั่งยืน

90 วัน เห็นผล! ‘รมต.วราวุธ’ ผนึกพลัง ‘ONE MIND’ ขับเคลื่อน 4 มิติหลัก
วางรากฐานใหม่ ดันอุตสาหกรรม-SMEs กว่า 12,000 ราย สู่อนาคต สร้างการเติบโตยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดผลงาน 90 วัน ผนึกกำลังทุกหน่วยงานภายใต้กำกับเป็น “ONE MIND” ขับเคลื่อนนโยบาย 4 มิติหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการลงทุน เกิดผลสำเร็จชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและ SMEsกว่า 12,000 ราย พร้อมก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569) ได้มอบนโยบายชัดเจนแก่ผู้บริหาร และข้าราชการ ทุกระดับของกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภายใต้กำกับ ให้รวมกันเป็น “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน” เชื่อมโยงการทำงานทุกด้านอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการขับเคลื่อนใน 4 มิติหลักสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการลงทุน เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และ SMEs ไทย มุ่งเน้นยกระดับบริการภาครัฐให้ตอบโจทย์อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ อีกทั้ง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันผู้ประกอบการไทยให้เติบโตได้ในเวทีโลก และวางรากฐานสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่สำคัญเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตยั่งยืน สอดคล้องตามแนวทาง ESG

จากนโยบายที่ชัดเจน และการประสานพลังเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้การดำเนินงานใน 90 วันที่ผ่านมา เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง 4 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และต่อยอดจุดแข็งของไทยสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรแปรรูป อาหารแห่งอนาคต และสมุนไพร ด้วยการยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และ SMEsไทย กว่า 12,000 ราย ผ่านกระบวนการ Upskill & Reskill ในรูปแบบต่างๆ มุ่งเน้นการตลาดยุคใหม่ บัญชีบริหารการเงิน และการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม - AI อีกทั้ง มีกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้คำปรึกษา รวมถึง จับมือแพลตฟอร์ม TikTok นำ Influencer-KOL ช่วยรีวิวและขายสินค้าให้ SMEs ในรูปแบบ Live Commerce

ในการวางรากฐานปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่อนาคต ได้จัดทำ 211 มาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกำหนดหลักเกณฑ์รองรับการผลิตรถยนต์ HEV/MHEV เกิดการผลิตกว่า 97,441 คัน และผลักดันใช้ชิ้นส่วนในประเทศ กระตุ้นการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพ Bio Hub มูลค่า 71,812 ล้านบาท พื้นที่ EEC นครสวรรค์ อุบลราชธานี และลพบุรี พร้อมจัดทำแผนอุตสาหกรรมชีวภาพ 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เอทานอล ไบโอดีเซล โอเลโอเคมี พลาสติกชีวภาพ และเชื้อเพลิงอากาศยาน (SAF) อีกทั้ง ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 1,146 โครงการ มูลค่า 7,861 ล้านบาท
สนับสนุนเงินทุน SMEs โดยมอบหมายธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้กำกับ จัด “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนสู่ธุรกิจสีเขียว” เกิดผลสำเร็จ สามารถพาเข้าถึงเงินทุนกว่า 21,128 ล้านบาท เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 95,076 ล้านบาท รักษาการจ้างงาน 57,814 ตำแหน่ง ควบคู่กับ “ช่วยเหลือดูแล SMEs กลุ่มเปราะบาง” สามารถประคับประคองและพลิกฟื้นกิจการกว่า 6,033 ราย วงเงินกว่า 12,330 ล้านบาท

ในด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ได้ยกระดับบริการ สามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุญาตโรงงานได้รวดเร็ว เหลือเพียงไม่เกิน 30 วัน รวมถึงลดขั้นตอนการอนุญาตการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม (Thailand Fast Pass) ลงกว่าร้อยละ 20

มิติที่ 2 การดูแลสังคม มุ่งมั่นรับฟังและแก้ไขปัญหาร้องเรียนของประชาชนและผู้ประกอบการผ่านสายด่วน 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน โดยจัดทำเครื่องมือ AI Screening ตรวจสอบ คัดกรอง และประสานปิดกั้นการจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานและผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์ม E-commerce และโซเชียลมีเดียกว่า 8,757 URL ครอบคลุมสินค้ากว่า 3 แสน SKU พร้อมจับมือ Modern Trade 26 รายใหญ่ และ 1 แพลตฟอร์มดิจิทัล สกัดสินค้าด้อยคุณภาพจากทั่วโลกทะลักเข้าตลาดในประเทศ ช่วยป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย Solar Cell ครอบคลุมแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ต่อพ่วง

มิติที่ 3 รักษาสิ่งแวดล้อม ผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการดูแลตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับส่งเสริมโรงงานเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว (Green industry) จำนวน 58,558 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 90 ของโรงงานทั้งหมด ลดอ้อยเผาลงเหลือเพียง 3.8% แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 13.9 ล้านตัน CO2e ต่อปี มีเกษตรกรได้รับความช่วยเหลือกว่า 140,000 ราย ผลักดันแนวคิด “น้ำตาลสีเขียว” (Green Sugar) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโช่อุปทานด้วยการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำร่อง Low Carbon City ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จาก 24 บริษัท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.33 ล้านตัน CO2e

มิติที่ 4 สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนอนุญาต นำระบบดิจิทัลและ AI มาให้บริการในภาครัฐ รองรับการยื่นขออนุญาตผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจร พร้อมเร่งพัฒนาพื้นที่รองรับการลงทุน โดยแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตนิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนเพิ่ม 62,119 ล้านบาท เตรียมพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่ม 8,000 ไร่ และนำร่อง 4 นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนของ SMEs และเชื่อมโยงสู่ Global Supply Chain

นายวราวุธ กล่าวว่า ผลสำเร็จในช่วง 90 วันที่ผ่านมา เป็นผลจากการบูรณาการการทำงานเป็น“ONE MIND” มุ่งขับเคลื่อนภารกิจโดยมีเป้าหมายเดียวกัน ที่ต้องการยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรม และ SMEsไทย สร้างบรรยากาศการลงทุนเอื้อต่อการเติบโต ควบคู่กำกับดูแลมาตรฐานสินค้าคุ้มครองประชาชน และผลักดันอุตสาหกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่เคียงคู่ชุมชนและท้องถิ่น สอดคล้องตามแนวทาง ESG ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยเติบโตยั่งยืนในระยะยาว

“บ้านปู” ผนึกพันธมิตร!! พัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต จับมือสถาบันบริหารธุรกิจชั้นนำ ฝึกงานนานาชาติเพื่อทักษะใหม่ ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานยั่งยืน

บ้านปูผนึกพันธมิตรสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจระดับโลก พัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต

24 กรกฎาคม 2569 - บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย จับมือสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจชั้นนำระดับโลกผ่านโครงการฝึกงานนานาชาติ ได้แก่ โครงการ Sasin-MIT ASEAN Action Learning Lab, โครงการ Sasin-Zhejiang Thailand-China Lab และโครงการ Ivey Global Lab (IGL) ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานและลงมือแก้โจทย์ธุรกิจผ่านโครงการที่ดำเนินงานจริงของบ้านปู ส่งเสริมการพัฒนาทักษะของคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงให้พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรชั้นนำที่ช่วยเสริมกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทให้แข็งแกร่ง

การสนับสนุนนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาโทจากนานาชาติที่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้ ช่วยเพิ่มมุมมองระดับสากลที่ทันสมัยมาเสริมการดำเนินงานของบ้านปู ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก ปลูกฝังแนวคิดด้านนวัตกรรม มุมมองทางธุรกิจและการค้าให้แก่นิสิตนักศึกษา ซึ่งจะได้ฝึกการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านโจทย์เชิงกลยุทธ์ที่สอดรับทิศทางธุรกิจของบ้านปู โดยนิสิตหลักสูตร MBAในโครงการ Sasin-MIT ASEAN Action Learning Lab ระหว่างสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สถาบันการศึกษาทางบริหารธุรกิจแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล) และ MIT Sloan School of Management สหรัฐอเมริกา ได้รับโจทย์จากบ้านปู ให้จัดหาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การขยายขนาดธุรกิจ และการลดคาร์บอนในธุรกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน ขณะที่นิสิตในโครงการ Sasin-Zhejiang Thailand-China Lab ระหว่างศศินทร์ ฯและ Zhejiang University School of Management ประเทศจีน ได้รับโจทย์วิเคราะห์และพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ในตลาดไทยและจีน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ส่วนนักศึกษาในโครงการ Ivey Global Lab จาก Ivey Business School ประเทศแคนาดา ได้รับโจทย์ให้ออกแบบการตลาดของบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero สำหรับลูกค้าธุรกิจ (B2B) และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการบุคลากรในยุค AI

นาย Sundaram Iyer – Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูมุ่งพัฒนาศักยภาพคน (Human Empowerment) โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนโลกธุรกิจในอนาคต เราส่งเสริมทักษะและความสามารถของบุคลากรด้วย AI ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรเป็นทวีคูณเมื่อนำมาผสานกับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันความร่วมมือกับสถาบันเหล่านี้ก็เป็นพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาได้ฝึกฝนความเป็นผู้นำในระดับสากล อีกทั้งช่วยให้บ้านปูได้มุมมองจากคนรุ่นใหม่ที่พร้อมลงมือทำ และตอกย้ำว่าบ้านปูเป็นองค์กรที่คนเก่งซึ่งสนใจธุรกิจพลังงานอยากเข้าร่วมงานด้วย เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อร่วมปั้นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้นำทางธุรกิจรุ่นใหม่”

ในอนาคต บ้านปูจะยังคงร่วมมือกับพันธมิตรทางวิชาการระดับสากลและเครือข่ายอุตสาหกรรมพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ผ่านนวัตกรรมทางธุรกิจและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยให้บ้านปูรักษามาตรฐานความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมระดับโลก รวมทั้งยังสามารถส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

ข่าวดีค่าไฟบ้านยังไม่ขยับ!! กกพ. คงค่าไฟ ก.ย.–ธ.ค. 69 ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ให้ กฟผ.แบกหนี้ค้างจ่าย 3.1 หมื่นล้าน คงค่าไฟปลายปี 69 เท่ารอบก่อน ลดแรงกดดันค่าครองชีพประชาชน

กกพ. คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

ที่ประชุม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาทเอาไว้ก่อน

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ได้พิจารณาอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ภายหลังจากเปิดรับฟังความเห็นประชาชนเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าใน 4 กรณี ไประหว่างวันที่ 13-20 ก.ค. 2569
โดยที่ประชุม กกพ. มีมติเห็นชอบให้คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งหลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) จะประกาศให้ประชาชนได้รับทราบอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย ดังกล่าวต่อไป

สำหรับอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วยดังกล่าว เป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่ถูกที่สุดใน 4 กรณีที่ กกพ. ได้เปิดรับฟังความเห็นประชาชน และเป็นอัตราเดิมที่เท่ากับค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2569 โดยทั้ง 4 กรณีประกอบด้วย

1.ค่าไฟฟ้ารวม 4.73 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 94.82 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าค้างจ่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในครั้งเดียวหมด 31,268 ล้านบาท

2. ค่าไฟฟ้ารวม 4.25 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 46.27 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อเสนอของ กฟผ.

3. ค่าไฟฟ้ารวม 4.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 41.27 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงค่า Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบันตามนโยบายกระทรวงพลังงาน

4. ค่าไฟฟ้ารวม 3.95 บาทต่อหน่วย (ค่าไฟฟ้าเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งอัตราดังกล่าวมาจากการปรับปรุงค่า Pool Gas และ กกพ. นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาใช้ลดค่าไฟฟ้า

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า ก่อนที่สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้าใน 4 กรณีดังกล่าว ทางกระทรวงพลังงานได้เชิญ กกพ. มาหารือเรื่องค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 โดยได้ขอให้ กกพ. ประสานงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไปดำเนินการปรับประมาณการค่า Pool Gas ใหม่เพื่อให้ได้ค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม โดย ปตท. ได้ปรับลดราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดจร (Spot LNG) ลง จาก 18.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบีทียู เหลือ 17.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบีทียู ขณะที่ กฟผ. ได้ปรับลดต้นทุนด้านเงินค้างสะสม (AF) จาก 94.82 สตางค์ต่อหน่วย เหลือ 89.82 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเปิดรับฟังความเห็นประชาชนดังกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top